Review

ไม่ได้รีวิวหนังสือ(รึหนังก็เหอะ)มานานมากกกก
 
ไม่ใช่ไม่ได้อ่านนะ อ่านเยอะมากกกก
 
 
แต่อ่านเยอะซะจนไม่มีเวลาหน่ะสิ แหะ
 
 
 
เมื่อวาน อ่าน"ไม้บรรทัตยมทูต"จบ
(เล่มนี้ก็ดีมากเลยนะ รู้สึกว่ามีอะไรให้คิดตามดี แต่ ไว้รีวิวทีหลัง เพราะไม่ได้ประทับใจขนาดนั้น)
 
แล้วก็เลยไปเอาเล่มนี้มาอ่าน
 
"The Timetraveller's Wife"
รึภาษาไทย
"ความรักของนักท่องเวลา"
 
 
 
 
จะบอกว่า อ่านถึงตีสองเมื่อคืน แหะๆ ก็นะ ชอบอ่ะ
 
 
 
 
 
เป็นหนังสือที่จริงๆกะไว้ว่ามันจะเศร้ากว่านี้นะ
 
กลายเป็นว่าเราร้องไห้แค่ตอนท้ายๆ (แบบท้ายมากๆ) นิดเดียวเอง
 
 
 
 
แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องมันไม่เจ็บปวดนะ
 
 
เพียงแต่ว่ามันเจ็บปวดแบบที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าอยากร้องไห้ไปกับมันแ่ค่นั้นเอง
 
 
 
 
รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ดีมากๆเรื่องนึงเลยนะ
 
 
 
ทำให้เข้าใจความรู้สึกของ"คนคอย"สองแบบพร้อมๆกัน
 
 
อะไรจะเจ็บปวดกว่ากันนะ ระหว่าง
 
"การเป็นคนที่คอยให้คนรักของตัวเองกลับมาหา โดยที่ไม่รู้ว่าเค้าไปไหน ไปทำอะไร จะกลับเมื่อไหร่ หรือแม้แต่ว่าเค้าจะทิ้งคุณไปอีกเมื่อไหร่"
 
 
หรือ...
 
 
"การเป็นคนที่คอยให้ัตัวเองได้กลับไปหาคนที่รัก โดยไม่รู้ว่าจะกลับไปเมื่อไหร่ กลับไปในสภาพไหน หรือแม้แต่ว่า จะต้องจากเค้ามาอีกเมื่อไหร่"
 
 
 
 
อะไรจะเจ็บปวดกว่ากันนะ?
 
 
 
 
 
อะไรจะเจ็บปวดกว่ากันระหว่าง
 
"การเป็นคนที่ได้เห็นอนาคตของตัวเอง"
 
 
กับ
 
 
"การเป็นคนที่ได้กลับไปเห็นอดีตของตัวเอง"
 
 
 
 
 
สำหรับเรา เราว่า ทั้งเฮนรี่ทั้งแคลร์น่าสงสารนะ
 
 
 
แต่ทั้งคู่ก็โชคดีมากๆด้วย
 
 
 
 
 
แคลร์่น่าสงสารตรงที่คนที่รักมาตลอดชีวิต
เป็นคนที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันเมื่อไหร่หรือจะต้องจากกันเมื่อไหร่
 
แต่แคลร์ก็โชคดี เพราะจะมีซักกี่คนที่ได้เจอเนื้อคู่ตั้งแต่ัยังเด็กขนาดนั้น
 
 
 
 
 
เฮนรี่น่าสงสารตรงที่ไม่สามารถควบคุมการไปๆมาๆของตัวเองได้
ไม่รู้ว่าจะไปไหน เมื่อไหร่
 
แต่เฮนรี่ก็โชคดี เพราะจะมีซักกี่คนที่เข้าใจ และ ยอมรับเค้าได้ในแบบที่เค้าเป็นอย่างที่แคลร์ทำ
 
 
 
 
 
เป็นเรื่องที่ทำให้เ็ห็นว่าในทุกอย่างที่เราคิดว่าแย่
 
มันก็มีเรื่องดีๆซ่อนอยู่
 
 
 
แล้วในทุกอย่างที่เราคิดว่าดี
 
มันก็อาจจะมีเรื่องแย่ๆซ่อนอยู่ด้วยก็ได้
 
 
 
 
 
เป็นนิยายที่อ่านแล้วรู้สึกว่าปรัชญาสูงมากเลยนะ
 
 
คิดตามได้เยอะแยะเลย
 
 
 
 
 
ก่อนอ่านมีคนบอกว่าเรื่องจบเศร้า
 
แต่สำหรับเรา เราว่าเรื่องจบได้"เต็ม"มากๆเลยนะ
 
 
 
ได้เห็นความรักของคนสองคนที่ีมีให้กันอย่างเต็มที่เลยด้วย
 
 
 
 
 
 
เป็นตอนจบที่จะว่าเศร้าก็เศร้า
 
แต่เศร้าแบบที่ทำให้เรายิ้มได้นะ ^^
 
 
 
 
 
 ว่าแต่... สรุปว่า เอนทรี่นี้มันรีวิวตรงไหนเนี่ย?!
 
 
 
 
 
 
 
งั้นก็ซักนิดก็แล้วกัน
 
 
 
 
 
 
เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ชายคนนึงชื่อเฮนรี (sj-m? กร๊าก)
 
 
เฮนรีเป็นนักท่องเวลา เค้าเดินทางไปในที่ต่างๆในเวลาต่างๆได้
 
 
แต่เฮนรี่ไม่สามารถควบคุมได้ว่า เค้าจะไปที่ไหน ไปเมื่อไหร่ หรือจะกลับมาเมื่อไหร่
 
 
 เนื้อหาหลักๆของเรื่องคือเรื่องราวทีเ่กิดขึ้นระหว่างเฮนรีกับแคลร์
 
 
สำหรับแคสร์ เธอรู้จักเฮนรี่มาเกือบทั้งชีวิต รู้ว่าเค้าคือสามีในอนาคตของเธอ
 
 
แต่สำหรับเฮนรี่ แคลร์โผล่เข้ามาในชีวิตเค้าตอนเค้าอายุ28
 
 
 
 
เรื่องดำเนินแบบสลับระหว่าง HENRY's POV กับ CLAIRE's POV
 
 
อ่านแรกๆรู้สึกว่างงนิดๆ เพราะtimelineของเรื่องจะสลับไปมาแ้ล้วแต่การ"ไป"ของเฮนรี่
 
 
แต่การดำเนินเรื่องแบบงงๆนี่หล่ะที่เราชอบ
 
 
เราว่ามันทำให้เราพอจะนึกความรู้สึกของเฮนรี่เวลาไปโผล่ที่นู่นที่นี่ออกเลยนะ
 
 
 
 
อืม...
 
 
 
สรุปได้ว่า ชอบเรื่องนี้มากตอนนี้
 
 
และคาดว่าเร็วๆนี้ (ถ้ามีเวลาและปัญญา)
 
 
จะได้แต่งฟิกแบบBase onเรื่องนี้แน่ๆเลย
 
 
 
 
ไว้ถ้าได้แต่งจะเอามาลงบล็อกเนอะ ^^
 
 
 
 
 
และ เผื่อใครไม่ชอบอ่านหนังสือ
 
 
 
เรื่องนี้เคยเข้าโรงไปแล้วและออกไปแล้ว(แบบเงียบมากๆ)
 
เราไม่ได้ไปดูเพราะอยากรออ่านก่อน
 
 
 
 
แต่ตอนนี้เรื่องนี้กำลังจะเข้าฉายที่House RCAอีกรอบนะคะ ^^
 
ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเริ่มฉายวันที่สิบเก้านี้นะ
 
 
 
 
ยังไงก็ลองไปหาอ่าน/ดูกันนะคะ
 
 
 
PS. อีกสาเหตุนึงที่ชอบเรื่องนี้นอกจากตัวเนื้อหากับสิ่งที่เราได้แล้วเนี่ย อีกอย่างที่ชอบก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างแคลร์กับเฮนรี่ที่โดดข้ามเวลาไปมา แล้วก็ความสัมพันธ์ของเฮนรี่ในปัจจุบัน กับ เฮนรี่ที่โดดข้ามเวลามา  เป็นสองความสัมพันธ์ที่ทำให้เห็นความรักของเฮนรี่กับแคลร์ได้มากมายเลยหล่ะ ^^
 
 
วันนี้แอบหนีงานรร.ไปดูหนังกะสุดที่รักมาหล่ะ คิคิ
 
ทำตัวเป็นเด็กนิสัยไม่ดีหนีออกก่อนกันทั้งนั้นเลยสินะ กร๊ากก
 
ไปดู A Moment in Juneมาหล่ะ
(ภาษาไทยชื่อเรื่องอะไรหว่า?)
 
จริงๆตอนแรกไม่ได้อยากดูนะเพราะไม่ชอบหนังไทย
แต่อย่างอื่นไม่มีอะไรน่าดู เรื่องนี้พี่น้อยเล่น แล้วก็เค้าบอกมาว่าวายด้วย ก็เลยลองดู
 
สรุปว่า...
 
อ๊าาาาา
 
ชอบบบบบ ชอบมากเลยอ่ะ
(ถึงจะไม่ชอบตอนจบเอามากๆเหมือนกันก็เถอะ)
 
หนังตอนแรกดูเหมือนจะงงๆไปซักนิด
เพราะว่าตัดไปตัดมาระหว่างตัวละครสามเซต
 
แต่ว่า พอจับทางได้คร่าวๆว่าแต่ละเซตคือใคร
ก็ไม่งงแล้ว
 
ยิ่งพอตอนที่รู้ว่าสามเซตเกี่ยวข้องกันยังไงแล้วเนี่ย
ยิ่งชอบมากเลย
 
รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่วิธีดำเนินเรื่องแปลกดี
(ถึงจะต้องบอกว่าถ้าคิดตามเรื่อยๆก็เดาได้อยู่หล่ะนะ)
 
แต่ต้องบอกว่า วิธีดำเนินเรื่องทำให้เนื้อหาเรื่องดูซึ้งขึ้นมาก
 
แล้วก็ทำให้คนดูได้คิดตามอีกมากด้วยเหมือนกัน
เพราะเหมือนแต่ละเซตค่อยๆpoint outอะไรบางอย่างออกมาทีละนิดๆ
 
แอบเคืองซับเล็กน้อยที่ไม่ค่อยตรง แต่ว่า ก็ไม่ได้มากมาย ถือว่าน้อยมากๆหล่ะ
 
ชอบประโยคที่พูดประมาณว่าthere's not always second chanceมากเลย
 
ทั้งๆที่เนื้อเรื่องก็ทำเราร้องไห้มาตั้งแต่กลางๆอ่ะนะ
แต่พอเจอประโยคนั้นเข้าไปแล้ว ไม่ไหวแล้วอ่ะ ปล่อยโฮเลย
 
มันโดนในหลายๆอย่างเลยนะ
เรื่องที่เราเจอมากับตัวเองตรงๆ ที่เราหวังsecond chanceแต่ไมไ่ด้
รึแม้แต่เรื่องที่เราได้second chanceมาแล้ว
แต่เพราะความไม่กล้าของเราเอง... สุดท้ายเราก็เลยเสียมันไปอีกครั้งจนได้
 
ยิ่งพอดูถึงตอนจบของหนังแล้ว...
ยิ่งรู้สึกว่าเข้าใจเลยนะ
 
There's rarely second chance for things in our life. Things are like wind, they come and go.
Nothing lasts. So all we can do is to treasure the time we have when those things are still with us.
 
Don't keep thinking that you'll do it later on, you'll say it later on, you'll go later on.
Who knows if there's anymore chances for you to do so.
 
What if there's no tomorrow for your story?
 
Just do what you feel and make sure you really feels it that way.
If not, you might look back later on and wonder; what if I did it that day, how would my life be now?
 
And that might be one of the greatest regret in your life.
 
Ps. มีคนบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังอาร์ต แล้วก็มีคนบอกว่าเข้าใจยากด้วย...
แล้วทำไมเราดูเข้าใจหมดเลยหล่ะ? แถมเดาเนื้อเรื่องคร่าวๆได้ตั้งแต่ประมาณครึ่งเรื่องด้วย? รึว่าเราจะอาร์ต?คงไม่ใช่ รึว่าเราจะเข้าใจง่าย? อ่า... ยิ่งไม่น่าจะใช่... คนข้างๆกระซิบมาว่า สงสัยจะเป็นเพราะเราlogicสูงละมั้ง เลยจับนู่นปนนี่ได้ง่ายๆ อืมๆ คงงั้นหล่ะ